รีวิว BMMF9

ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ กับวันแรกที่ Big Mountain Music Festival 9 มัน เว่อร์ มาก

ถึงกรุงเทพ ฯ แล้วแบบสด ๆ ร้อน ๆ จากเขาใหญ่เมื่อเช้านี้ (เริ่มเขียนตั้งแต่วันที่ 10 กันเลยทีเดียว กำลังอิน ๆ) เรียกว่าตั้งแต่ตีสี่ก็หยังไม่ได้หนอนนน แต่ Pepsi Presents Big Mountain Music Festival 9 ‘มัน เว่อร์ มาก’ มัน สนุก เว่อร์ มาก จนต้องรีบบึ่งรถกลับมาเขียนให้ซึมซับกันแบบอารมณ์ยังค้างกรุ่น ๆ อยู่เด้อ

ต้องเท้าความนิดนึงว่า งานเขาจัดมา 8 ครั้งแล้วใช่มะ ปีนี้เลยมีกิมมิกว่าจะเอาของดี 8 ปีกลับมารีรัน เช่น ‘จานบิน’ ที่เคยเป็น installation ในเวที District 9 แล้วก็ Chic Stage ในงานนี้คือการ collaboration กับ ‘เวทีอีแต๋น’ ซึ่งเคยเป็นที่สำหรับวงอินดี้มาโชว์ของ และ ‘วัวทัวร์’ คือการที่ Paradox จะตระเวณไปเล่นทุกเวทีในงาน อ่านแค่นี้ก็สนุกแล้วอะ

เราขับรถฝ่าฝนมาถึง The Ocean เขาใหญ่ สถานที่จัดงานตอนเวลาประมาณเทียงครึ่ง คือจริง ๆ ออกจากบ้านตั้งแต่เกือบเจ็ดโมง แต่ต้องเจอกับการจราจรติดขัดตลอดทางจากทั้งฝน ทั้งคนออกต่างจังหวัดเพราะวันหยุดยาว ไหนจะความมึนกับการหาที่จอดรถเล็กน้อย มีการจัดโซนที่จอดรถไว้ให้สำหรับรถยนต์ จักรยานยนต์ VIP VVIP และสื่อมวลชน แต่พอถึงเวลาเข้าจริงนี่หาที่จอดสื่อไม่เจอ วนไปอยู่ตรงที่จอดทีมงานกับศิลปิน ถามสต๊าฟแถวนั้นเขาก็บอกไม่รู้ เลยต้องจอดที่จอดผู้ชมปกติ มารู้ภายหลังว่าลานจอดตรงนั้นเป็นโคลนไปแล้ว ถือว่าโชคดีที่ตัดสินใจจอดตรงนี้ และโชคดีเหลือเกินที่มาถึงงานฝนก็หยุดตกพอดี แต่เราต้องเดินลัดเลาะลุยโคลนเข้าไปถึงเกต จากประสบการณ์ Fuji Rock แล้วทำให้เราเตรียมบูทกับรองเท้าแตะมา ชีวิตดีไปอีกสต๊อปนึง แต่สำหรับคนที่ไม่มี ระหว่างทางก็มีพ่อค้าแม่ค้าขายบูทยาง เสื่อรองนั่ง ถุงพลาสติกไว้สวมทับรองเท้าอีกที (และคนรับซื้อบัตรผี) เรียกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยค่า

จนเมื่อเรารับริสต์แบนด์เข้างาน และ festival kit ซึ่งประกอบไปด้วยแผนที่ ข้อมูลในงาน ตารางเวลาของแต่ละเวที ใส่มาในซองพลาสติก พร้อมกับกระดาษแผ่นเล็ก  ที่คนไม่เคยมาอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร จะบอกว่าอีกกิมมิกของงาน BMMF ก็คือ ไข่เจียวซิตี้ หรือโซนร้านข้าวไข่เจียวอนลี่ที่มีกว่าสิบร้านยาวไปทั้งแถบ กระดาษแผ่นนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าร้านไหนจะเป็นสุดยอดร้านข้าวไข่เจียวในงานเน้!!! โดยเราคนกินจะต้องเป็นผู้โหวต ซึ่ง ตอนนี้ไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร ไปรอติดตามกันในเพจ BMMF ละกันนะ แต่ได้ยินรุ่นพี่ที่ไปด้วยกันบอกว่าร้านไข่เจียวลุยสวนพีค แล้วตอนนั้นเพิ่งได้เข้างานก็หิวนิดหน่อยเลยไปจัดมาหนึ่งจานถ้วนที่ร้านไข่เจียวใส่น้ำพริกอ่องกับแคปหมู (เอ้า)

ลืมเล่าว่าบรรยากาศตอนที่ผ่านเกตตรวจกระเป๋าเข้ามา มันให้ความรู้สึกคล้ายโซนป่าสนใน Fuji Rock จริง  นะ คือมีไฟดวงเล็กห้อยตามทิวสนสูง  บรรยากาศร่มรื่น อากาศชื้นเย็นหลังฝนตก คือเดิมทีงานนี้เราจะชินว่าจัดที่โบนันซ่า แต่ปีที่เราไปค่อนข้างจะฝุ่นเยอะและไม่ค่อยเขียว สถานที่ในปีนี้เลยได้ใจไปเต็ม 

ตอนนั้นเวลาสี่โมง พอได้ข้าวไข่เจียว เราก็รีบพุ่งไปที่ Egg Stage ข้าง ๆ กันทันที เพราะ ๆ Tuan Thailand จะขึ้นเล่นแล้ว ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ค่อยได้เดินทั่วงานเท่าไหร่เพราะมันใหญ่มากสมชื่องาน แล้ววงที่อยากดูส่วนใหญ่ก็จะอยู่แถบเวทีเล็ก เวทีลับทั้งสิ้น แต่ก็พยายามไปเก็บให้ครบอยู่เพื่อผู้อ่านแหละ แฮ่ อะต่อ ๆ ทวน ไทยแลนด์ หรือ ทวน Day Tripper ที่ช่วงหลังเขาได้ออกผลงานเดี่ยวเป็นเมทัล ฮาร์ดคอร์ เมโลดิกพังก์ ดุเดือด ๆ และมีทัวร์รวมถึงจำหน่ายผลงานในต่างประเทศมาแล้ว ซึ่งงานวันนี้ก็มีทั้งชาวไทยและเทศมาให้กำลังใจกันโดยพร้อมเพรียง แม้จะไม่ใช่จำนวนมหาศาลแต่หลายคนก็เป็นแฟนตัวจริงที่กระโดดไปกับเพลงและร้องเพลงของเขาได้ (ส่วนนี่ก็ขออนุญาตกินไปดูไป) สองเพลงแรกเป็นสปีดเมทัลเร้า ๆ ซาวด์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง แต่พี่ทวนก็ลงมาจากเวทีพร้อมกับวิ่งไปหาคนดู ว้ากและจ่อไมค์ให้แฟนเพลงได้ร่วมร้องไปกับเขาจนมีการบาดเจ็บกันบ้างเล็กน้อย แต่เชื่อว่าทุกคนอินและมันมาก

จนเพลงที่สามเป็นเพลงภาษาไทยที่ปล่อยออกมาในปีนี้อย่าง 1,000 ไมล์ ซึ่งพูดถึงการเดินทางของชีวิต เป็นเพลงที่เราชอบมาก เช่นกันกับเพลงต่อไปที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสูญเสียอย่าง พระจันทร์บนผืนน้ำ ที่เพิ่งปล่อยมาไม่กี่สัปดาห์ก่อน เมโลดี้เพลงนี้เพราะชวนเคลิ้มแต่ก็ทำซึมไปได้เหมือนกัน แล้วก็ทำให้นึกถึงงานยุคเก่า ๆ ของพี่เขาด้วย ก่อนที่จะจัดเพลงต่อไปแบบร็อก ๆ เป็นการแนะนำสมาชิกแต่ละคนของวงด้วยการให้ทุกคนเล่นโซโล่พาร์ตของตัวเอง

ช่วงนั้นมีวงที่เราอยากดูหลายวงเหมือนกันเลยต้องวิ่งไปวิ่งมา ได้ดูแต่ลงวงแบบไม่จบโชว์ วงต่อไปที่แวะไปคือ แดเนียล ดิษยะศริน ที่กำลังเล่นอยู่ Chic Stage ถัดจากไข่เจียวซิตี้ไป นี่เป็น BMMF ครั้งแรกของเขา มีผู้ชมมานั่งดูเกือบเต็มทุกที่นั่ง ในตอนนั้นเขากำลังเล่นเพลง เครื่องบิน อยู่พอดี แต่เมื่อเหลือบดูเวลา ก็ประจวบเหมาะกับที่ แม็กซ์ เจนมานะ เล่นอยู่ที่ Cow Stage ซึ่งอยู่ถัดไปอีกสองเวที คือไกลกันพอสมควร นี่ก็วิ่งฝ่าโคลนไปเร็วมากไม่ได้เดี๋ยวหน้าทิ่ม เลยมาถึงแค่ครึ่งทางระหว่าง รำวงบาร์ หรืออีกชื่อคือเวที ‘กอดสิหล่า’ เพราะมี installation ก๊อดซิลล่ายักษ์อ้าปากพ่นไฟระโยงระยางสีน้ำเงิน และมีจานบินลอยคว้างกลางเวที ก็เลยทำให้ได้ฟัง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ช่วงท้าย ๆ แบบไกล ๆ ที่แม็กซ์เอา in-ear ออกให้คนดูข่วยร้องท่อนฮุค ซึ่งแฟนเพลงให้ความร่วมมืออย่างดี

แล้วต้องย่ำโคลนกลับมาที่ Chic Stage ดูโชว์แดนต่อในเพลง คอยดู และบอกว่า ซี มือกีตาร์ เพิ่งปล่อยเพลงใหม่ชื่อ สิ่งที่อยากบอก ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนที่จะเล่นเพลงภาษาอังกฤษซึ่งพวกเขาเพิ่งเขียนเสร็จ เป็นบริตป๊อปจังหวะสนุก เมโลดี้น่ารักแบบโยกได้มัน ๆ ก่อนที่เพลงสุดท้ายที่เราได้ดูจะเป็นเพลงดาร์ก ๆ หนักหน่วงขัดกับลุคสบาย ๆ ของเขา

เวลาห้าโมง เราก็แว้บไปที่ Egg Stage อีกครั้งเพื่อดู Tabasco คือเราไม่เคยดูวงนี้เล่นสดมาก่อนเลยก็อยากลองดูว่าจะเป็นยังไง ระหว่างที่รอ ตรงเวที Black Stage ที่อยู่ข้างหลังก็เป็น Musketeer กำลังเล่นเพลง แค่คุณ กับ Dancing อยู่

จนเมื่อสมาชิกวงพร้อมขึ้นเวทีก็เล่นอินโทรซินธ์ป๊อปสนุก ๆ ก่อนจะเล่น เจ้าหญิงบนดิสโก้ฟลอร์ เป็นเพลงแรก ต่อด้วยเพลง ชั่วคราว เพลงประกอบซีรีส์ของ Trasher Bangkok และ GMM TV เรื่อง ‘Friend Zone เอาให้ชัด’ ตามด้วย Countdown กับไลน์เบสคุ้นหู และ น้ำตาท่วมจอ ป๊อปร็อกสนุก ๆ ที่ชวนให้ผู้ชมเขยิบเข้ามาหน้าเวทีมากขึ้น ก่อนที่แชมป์ ฟรอนต์แมน จะลงมาเต้นกับคนดูในเพลง ยานอนหลับ

จากนั้นพวกเขาก็พาย้อนกลับไปยังอัลบั้มแรกที่ตอนนี้ไม่สามารถหาซื้อได้ที่ไหนแล้วนั่นคือ 1984 เพลงมัน ๆ ที่มิกมือซินธ์/คีย์บอร์ดลงมาเคาะ cowbell กับคนดูอย่างเมามัน ส่วนเบสก็สแลปเท่มาก เพลงต่อไปแชมป์ให้คนดูช่วยร้อง โอออออ๋ ตามเป็นการบิลด์เข้าอีกเพลงเดือด I Luv Vodka ที่เขาให้ทุกคนกอดคอกับคนข้าง ๆ กระโดดไปพร้อมกันในเพลงนี้ บอกเลยว่าเดือดมาก สนุกมาก เป็นอีกโชว์ที่ไม่คาดคิดว่าจะดุได้ขนาดนี้ เป็นเพราะว่าเรามาทันเพลงของทาบาสโก้ยุคหลังแล้วเลยไม่รู้ว่าเขามีงานร็อกที่เท่แบบนี้มาก่อน เกินความคาดหมายจริง ๆ

ตอนนั้นเสียงจาก Black Stage ส่งสัญญาณว่า Somkiat มาแล้ววว เหมือนเวทีนี้เริ่มเลตไปประมาณครึ่งชั่วโมง เพลงเปิดโชว์ของพวกเขาก็ส่ง ขอวอน 1 ที่แค่เพลงแรกแฟนเพลงก็ช่วยกันร้องเสียง ตามด้วย แล้วแต่ ตอนนี้ทุกคนเริ่มสนุกเต้นกันไม่หยุดแล้ว ก่อนจะกลับมาที่เพลงช้าอย่าง ทนไว้ ที่เสียงดังกระหึ่มมาก ๆ ยังคงอยู่ที่เพลงช้า ๆ แต่เป็นเพลงจากอัลบั้มชุดใหม่ คิดถึงขนาด แล้วกลับมาที่งานสนุก ๆ ชุดก่อนหน้าใน ช่างมัน และอีกเพลงที่แดนซ์กันสนุกใน โคตรดี

แต่แล้วเราก็ต้องวาร์ปกลับไปที่ Egg Stage อีกครั้ง เมื่อ Telex Telexs มาประจำที่แล้ว ความน่าสนใจคือโชว์ของพวกเขามีอินโทร มีแทร็คที่ใช้เชื่อมระหว่างเพลง ทำให้โชว์สมูธ เพลินขึ้นมาก ๆ ขนมาหมดเลยกับเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่ตั้งแต่ Labelle กับย่านเบสหนักหน่วง หรือ Shibuya ที่ก็มีเสียงแฟน ๆ ร้องตามได้แบบเป๊ะ ๆ คือคนมาเชียร์วงนี้เยอะมากจริง ๆ ตามด้วยเพลงที่เพิ่งปล่อยไปได้ไม่นานอย่าง ดีออก (คนละ ดีออก กับ Summer Dress ที่ออมไป featuring ด้วย) แถม เรือใบ ก็เหมือนจะอะเรนจ์ใหม่ ซึ่งเรารู้สึกว่ากลมกล่อมขึ้น แล้วพวกเขาก็เล่น หยุดตรวจ และเพลงล่าสุด O-O แถมมีแทร็คดีเจเท่ ๆ จากปิ้ว คืออยู่ดี ๆ ก็มีเพลงทรอปิคัลเฮาส์ให้แดนซ์ระหว่างโชว์ก่อนส่งเข้าเพลง ซ่อน และ 16090 ก่อนที่เราจะแว้บไปเวทีอื่น แต่ยืนยันอีกรอบจริง ๆ ว่าโชว์ Telex Telexs ลื่นไหลและเท่ขึ้นมาก ๆ ออมก็พลังเยอะมาก ๆ ด้วย สนุกกกก

ด้านหลังของเวทีนี้กำลังมีศาสดา Greasy Cafe บรรเลงเพลงอยู่ที่ Black Stage พร้อมเหล่าสาวกที่ประสานเสียงกันในเพลง ระเบิดเวลา ตามด้วย รอยกระพริบตา, ความเลือนลาง และหมุน ซึ่งเราก็ยืนร้องไปกับแฟน ๆ พักนึงก่อนจะวิ่งไปที่ Chic Stage เพราะเห็นว่าตอนนี้ Paradox กำลังจะมาเล่น คือวงนี้เขาเคยมี ‘วัวทัวร์’ คือจะเล่นทุกเวทีใน Big Mountain ก็ถูกนำกลับมาอีก เราก็อยากรู้มากว่าแต่ละเวทีที่พี่เขาไปเล่นจะเล่นเซ็ตลิสต์เดิมไหม เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องแบกร่างไปไกล ๆ และเบียดเสียดกับคนเวทีใหญ่ แถมเวลาพอเหมาะพอเจาะ เราก็เลือกจะไปมันกันที่เวทีนี้ แต่พอไปถึง เหมือนตารางจะเลตแหละ มีวง P.O.P จากญี่ปุ่นกำลังเล่นอยู่ ก็เป็นกรูฟป๊อปแร็ปสนุก ๆ น่าสนใจดี

ซึ่งเราก็รอดู Paradox นานมากไม่ได้เพราะตอนทุ่มตรง วงที่จะเล่นที่ Egg Stage คือวงที่เราดั้นด้นบินไปดูถึงโยโกฮาม่า และพบว่าเป็นโชว์ที่สุดยอดที่สุดโชว์นึงที่เคยดูมากับ Suchmos

ก็ว่ากันตามตรงว่าคอนเสิร์ตที่เคยเขียนถึงครั้งนั้น ตั้งแต่ร้องไม่ได้สักเพลง พอได้ดูก็กลายมาเป็นติ่งของวงทันที ประมาณ 18.50 วงก็ขึ้นมาซาวด์เช็กพร้อมกับผู้ชมที่มีทั้งติ่งและขาจรทยอยมารวมตัวกัน ตอนนี้เรากับพี่ขิง อดีต AE แห่งฟังใจที่เป็นคนที่ทำให้เรารู้จัก ก็พร้อมจะดูพวกเขาสด ๆ กันแล้ววว วงแจ๊ส โซล ฟังก์ร็อก จากญี่ปุ่น กับโชว์แรกในประเทศไทยของพวกเขา จากอารีน่าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง สู่เวทีที่เล็กที่สุดในงาน เพราะแน่นอนว่ายังไม่มีใครรู้จักพวกเขากันเท่าไหร่เลยต้องมาแจ้งเกิดกันที่นี่ แต่เชื่อว่าหลังจากที่ทุกคนได้ดูโชว์ของพวกเขากันไปแล้วก็โดนตกกันไปเป็นแถบ ๆ สปอยล์กันตรงนี้เลยว่า เล่นดีกว่าที่บ้านเกิดของตัวเองอีก!!! วงยังคงซาวด์เช็กต่อไปด้วยการแจม และอิมโพรไวส์ในเพลง Alright แค่ตอนนี้ก็มีคนโยกตามไปกับวงแล้ว

และเมื่อพวกเขาพร้อม พิธีกรก็กล่าวเปิดสั้น ๆ และปล่อยให้ทุกคนไปกรี๊ดสนั่นในเพลงแรก A.G.I.T โห นึกว่าจะเป็นวงลับแล มีคนร้องได้เด้อ แล้วหน้าตาของ Yonce นักร้องนำก็ดูตกใจมากที่มีคนร้องเพลงของพวกเขาได้ ไม่ใช่ใครที่ไหน ชีขิงกับอิฉันและบรรดาแฟนเพลง front row นั่นเองล่ะจ้า ต่อด้วย YMM ที่ Hsu โซโล่เบสได้ถึงพริกถึงขิง แถมยอนซ์โชว์ร้องสไตล์ bebob แบบโปรมาก ๆ ก่อนจะพูด ขอบคุณครับ แบบชัดสุด ขนาดพี่ที่ยืนด้วยกันหันมาพูดว่า ‘เชี่ย แม่งพูดชัดกว่ากูอีก’ จนเพลงต่อไปเป็นเพลงดังของพวกเขา Stay Tune ผู้ชมก็คว้ามือถือขึ้นมาบันทึกภาพกันในทันที ‘Hajimemashite, ยินดีที่ได้รู้จักครับ นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มาเล่นที่เมืองไทย ทุกคนยิ้มสวย เราเองก็สนุกมาก ๆ และผมเป็นแฟนหงส์แดง’ จบประโยคสุดท้ายก็มีแฟนบอลร้องเฮและโฮคละเคล้ากันไป แต่นี่ขำมากเพราะอะไรคือความเชื่อมโยงของประโยคที่พูดน่ะฮะะะ แต่เข้าใจว่ายอนซ์อยากจะหา cultural connection กับพวกเรา ซึ่งยังไงก็ไม่พ้นเรื่องบอลแล้วเรื่องนึงล่ะ น่ารักมาก

จากนั้นเสียงลีดกีตาพุ่งพล่านของเพลง Volt-age ดังขึ้น อีนี่แหกปากสุดเสียงเลยเพราะชอบมาก แล้วสังเกตว่าคนดูรอบ ๆ เราก็โยกกันสุดตัว จบเพลงนี้ยอนซ์ยิ้มกว้างสุด ๆ หน้าตามีความสุขกว่าตอนเล่นที่โยโกฮาม่า คืออันนั้นคนดูสุภาพมาก แค่ชูมือโบกไปข้างหน้าตามจังหวะเพลง ไม่เต้นเป็นบ้าแบบงานวันนี้ นางเลยพูด ขอบคุณครับ ชัด ๆ ให้ได้ฟังกันอีกที รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ยอนซ์บอกให้เราโชว์สเต็ปแดนซ์ไปกับพวกเขาในเพลงสุดท้ายซึ่งจริง ๆ เพลงมันช้าและชิลมาก เราคงเต้นไม่หนักหน่วงเท่าเพลงก่อนหน้าแล้วแหละ ‘Respect, respect the nature, respect the people, the earth. Thank you for smile, I love you Thailand’ นี่คือสิ่งที่เขาฝากไว้ก่อนเล่นเพลง Life is Easy พร้อมกับให้คนดูช่วยกันดีดนิ้วเข้าจังหวะ พร้อมกับมอบท่อน adlib perfect pitch ให้คนดูทึ่งไปตาม ๆ กัน จบโชว์พวกเขาออกมาโค้งขอบคุณคนดู พิธีกรสัมภาษณ์เล็กน้อยถึงความรู้สึกที่ได้มาเล่น วงบอกว่ามีความสุขมาก คนดูก็สนุกมาก ๆ แล้วจะกลับมาอีก ก็ขอให้กลับมาจริง ๆ นะ จะรอ!

จากนั้นเวลาเกือบสองทุ่มเราก็ไปแวะที่ Chic Stage ผู้ชมหนาตามาก ๆ เพราะวงต่อไปที่กำลังจะขึ้นคือวงป๊อปแห่งปีก็ว่าได้ Whal & Dolph เปิดเสียงอินโทรเข้าโชว์ เป็นเสียงพูด Google Translate ภาษาต่าง ๆ ตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น และไทย ได้ความว่า ‘วาฬ กับโลมา เป็นเพื่อนกัน’ พร้อมเสียงกรี๊ดต้อนรับจากแฟน ๆ ในเพลง โอ๊ย จบเพลง ปอ ฟรอนต์แมนพูดว่า ‘รักน้ำ รักปลา รัก Whal & Dolph’ แล้วเล่น เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ดูพวกเขาแบบ full band ก็ว่าได้ ซึ่งได้รสชาติต่างจากแบบออดิโออยู่พอควร จบเพลง ปอบอกว่า เดิมทีในลิสต์เพลงต่อไปที่จะเล่นคือเพลง แล้วเธอ แต่เขาอยากเล่น หากมันจะสายเกินไป พร้อมเสียงกรี๊ดลั่นอีกหนึ่งยก พร้อมกับการร้องได้แบบชัดถ้อยชัดคำของผู้ชม ปอบอกว่า ‘เพลงต่อไปจะขอร้องให้กับฝนที่ตกลงมา…’ อ๋อ ใช่ คือตอนที่วงกำลังเล่นฝนตกลงมาปรอย ๆ อีกรอบ ‘…ใครจะร้องไห้ก็ร้องเลย คงไม่มีใครเห็นเพราะฝนมันตก’ นั่นคือเพลง พ

ก่อนจะตัดเข้าเพลง ร เอ้ย รอให้เธอบอก ทำซึมกันไปพักใหญ่ ๆ และเขาก็บอกให้คนดูหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแฟลช เผื่อว่าความคิดถึงในเพลง ฉันยังเก็บไว้ จะส่องไปถึงคนคนนั้น ถือว่าวงประสบความสำเร็จมาก ๆ มีแฟนเพลงมารอดูอย่างเหนียวแน่นและดูสนุกกันจริง ๆ แต่เราดูไปได้ไม่จบทั้งโชว์ก็ต้องขอวาร์ปไปเติมพลัง ซื้อไส้กรอกอีสานมากินก็กินไม่หมด แล้วพบว่าไข่เจียวเวิร์กสุดละ เลยเดินกลับไปที่เวที Black Stage เพื่อดูวงต่อไป

เราไม่แน่ใจว่าเคยดู The Yers เล่นสดไหม แต่ทุกครั้งมักจะต้องพลาดโอกาสเสมอ ๆ ครั้งนี้เลยจะไม่พลาดอีกแล้ว เราพุ่งไปเจอพวกเขากำลังเล่นเพลง แอบรอ อยู่ พบว่ามาไม่ทันสองเพลงก่อนหน้านี้ที่เล่น คืนที่ปวดร้าว และคืนที่ฟ้าสว่าง ฮือ เสียดายมาก แต่บอกเลยว่าตอนเล่นแอบรอนี่คือ สาวกเขาเนืองแน่นจริง ๆ แล้วโชว์ก็แน่นมาก ๆ ตามด้วยเพลง แสงและเงา ตามด้วยการหยิบเพลงจากอะคูสติกอัลบั้ม Cry มาเล่นนอกงาน secret session เป็นครั้งแรกกับเพลง เสียง ซึ่งอู๋ ฟรอนต์แมน บอกว่าอาจจะมีเสียงรบกวนบ้างจากเวทีอื่น เพราะการเล่นอะคูสติกมันใช้เครื่องดนตรีแบบออแกนิกมาก ๆ และระหว่างฟังต้องตั้งใจประมาณนึง ซึ่งสำหรับเราแล้วคิดว่าอะคูสติกเหมาะจะต้องใช้ความเงียบจริง ๆ เพราะอันนี้เสียงจากเวทีอื่นดังกลบ คนรอบ ๆ เราก็คุยกันอีก ทำให้ไม่ซึมซับสาส์นที่วงอย่าส่งมาแบบ 100% แต่เข้าใจว่าวงก็คงอยากทดลองแหละว่าถ้าเอามาเล่นในสถานที่ผิดแผกจะเป็นยังไง

แล้วดึงกลับมาที่เพลงมีจังหวะโยก ๆ อย่าง เกลียด ที่คนดูก็ดูจะเอากันทุกคน ตามด้วยเพลงใหม่ที่พวกเขาหยิบมาเล่นที่นี่ที่แรก อู๋บอกว่า ‘ขอบคุณทุกคนที่มาอยู่เวทีนี้ในวันนี้แม้กระแสดนตรีจะเปลี่ยนไป ถึงเพลงนี้ยังไม่เคยปล่อยที่ไหนก็จะเล่น ช่างแม่ง’ พร้อมกับเสียงเฮของคนดู สำหรับเราเพลงนี้เท่มาก ๆ ก็รอฟังแบบที่มิกซ์มาสเตอร์เรียบร้อยแล้วแบบใจจดจ่อ แล้วพวกเขาก็จัดเพลงฮิต เพียงหนึ่งครั้ง และเพลงมัน ๆ ระหว่างขับรถ ให้เราได้เฮดแบงกันในตอนท้าย

เวลาประมาณสามทุ่ม เรารีบวิ่งกลับมาที่ Egg Stage เพื่อดู Rasmee Isan Soul คราวนี้มาแบบเต็มวงพร้อมเล่นอินโทรฟังก์อีสาน จากกีตาร์อะคูสติกของก้อง และพิณของต้น จากนั้นแป้ง รัสมี ก็ขึ้นเวทีมาพร้อมเสียงให้กำลังใจจากแฟนเพลง แล้วเริ่มร้อง อารมณ์ เวอร์ชันที่ลงตัวมากขึ้น มีท่อนโซโล่เบสให้เราได้โยกตัวแบบถึงอารมณ์ ตามด้วยเพลงจังหวะเต้ยเพลงโปรดของเราที่ชื่อ ลำดวน คือเพลงที่เธอแต่งให้กับคุณยาย ปรากฏว่าเพลงนี้มีคนร้องตามได้เยอะมาก ๆ จนดีใจแทนศิลปิน ต่อด้วย สวยไทย ที่พยายามผลักดันให้ผู้หญิงไทยภูมิใจในความสวยของตัวเอง กับเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่เป็นบลูส์ ร็อกแอนด์โรล แต่เหมือนจะร้องเป็นภาษาเขมร ทว่าเต้นสนุกมาก ตามด้วย เพลงรักของบุญเริญ ซึ่งเป็นเพลงที่พ่อของแป้งแต่งขึ้นมาร้องเป็นภาษาเขมร ระหว่างความซาบซึ้งในเพลงหมอลำร่วมสมัยนี้เราก็มานึกขึ้นได้ว่าจะอยู่ตรงนี้ได้ไม่นาน เพราะอีกเวทีที่ห่างออกไปก็มีอีกศิลปินที่อยากดูที่สุดคนหนึ่งของงานนี้กำลังขึ้นแสดง นี่เลยวิ่งใส่เกียร์ผีไปที่รำวงบาร์กลางงานนู่น

พอเรามาถึงรำวงบาร์ มีกอดสิหล่าอ้าปากพ่นไฟ คนดูกำลังเต้นกันอย่างเมามัน ยุ้ย ญาติเยอะ กำลังร้องและเต้นเพลงฮิตจากในอดีตให้พวกเราฟัง คือมัน nostalgia มาก ๆ เพราะเพลงพวกนี้ได้ยินมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้วปรากฏว่าพอมาฟังอีกที ดันร้องได้ทุกเพลง! จัดมาเล้ยตั้งแต่ เต็มเหนี่ยว, เดี๋ยวเดี๊ย, จำกันบ่ได้ก๋า, ห่อให้ด้วย, พกเมียมาด้วยเหรอ และเพลงสุดท้าย แฟนใครไม่มีป้ายบอก คอมโบตู้ม ๆๆๆๆ แล้วที่สนุกมาก ๆ คือ การเต้นตามหางเครื่อง! อันนี้ความรู้ใหม่ คือมันจะมีแดนเซอร์เต้นนำหนึ่งคน แล้วที่เหลือเต้นตาม คนที่เต้นอยู่ริม ๆ จะมีอาการเต้นเหลื่อมไลน์ ชำเลืองมองเป็นระยะ ๆ เฮ่ย โคตรธรรมชาติ ชอบมาก ๆ แล้วท่าเต้นจะไม่ได้ยากมาก คนที่ไม่รู้จะออกสเต็ปยังไงก็ขอให้ลองเต้นตาม สนุกมาก น่าจะผลาญไปหลายแคลอรี่ ใครอยากคาร์ดิโอเชิญเวทีนี้ แล้วไป ๆ มา ๆ เต้นจนได้ดีมีคนมาขอชนเบียร์ค้าบ ฮ่า

จบเมดเลย์กันไปก็ถึงเวลาพิธีกรจากทีมโฟร์เอสขึ้นมาช่วงเบรก มีการขายของว่า ซีดีไปซื้อได้ แล้วถ้าจะติดต่องาน ก็ดูเบอร์ที่หลังซีดี คือพวกช่องทางโซเชียล มิวสิกสตรีมมิงอะไรไม่มี ใช้มันแบบ physical บ้าน ๆ นี่เลย ประทับใจมาก ก่อนจะส่งทีมโฟร์เอสขึ้นมาโชว์รำวงกันยาว ๆ แล้วเราก็เข้าไปรำวงกับเขาด้วยนะ มาทั้งเพลง สวีวี่วี, มาลัยน้ำใจ แล้วในเพลง ทำบุญร่วมชาติ ของ ชาย เมืองสิงห์ ก็ได้ โจอี้ บอย ขึ้นมาร้องด้วยท่อนนึง โอ๊ย เพลินมาก เป็นอีกเวทีที่แทบจะอยู่นานที่สุดในงานแล้วมั้งเนี่ย หลายคนอาจจะไม่เชื่อแต่นี่รู้สึกเป็นตัวเองสุด ๆ ฮือ สนุก

ตอนนี้ก็เป็นช่วงว่าง ๆ ให้เดินสำรวจรอบงาน เราเดินผ่านเวทีฮิปฮอปตอนนั้นไม่แน่ใจว่าใครเล่นอยู่ แต่เป็นเพลงประมาณว่า ขอให้รวย กำลังมันเลยแหละ แล้วเราก็นึกขึ้นได้ว่า รุ่นพี่เคยบอกว่ามีเวทีลับเวทีนึงอยู่ในงาน ซึ่งมันตั้งอยู่ข้าง ๆ ป้ายวัวยักษ์นั่นแล แล้วหน้าทางเข้าก็ทำเป็นรูปห้องน้ำหญิงขนาดสามห้อง พร้อมไฟสีชมพูแปร๋นเฉิดฉาย เหมือนกวักมือเรียกจากที่ไกล ๆ เราเองก็เหมือนโดนพลังอำนาจอะไรบางอย่างดูดเข้าไปอย่างง่ายดาย เราเดินผ่านโพรงสีน้ำเงินสุดแฟนซี จนถึงบางอ้อว่านี่คือกำลังเดินผ่านโพรงมดลูก!!! ส่วนบนเวทีก็แต่งคล้าย ๆ ภายในของน้องสาว ฮือ จนพบว่านี่คือเวที Trasher แน่ ๆ แหละ โว้ยยยยย ไอ้ความที่อยากไปปาร์ตี้แทรชเชอร์แต่อดมาทุกรอบ นี่จึงเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสความแทรชเชอร์กันเป็นครั้งแรก

โห ต้องบอกเลยว่า เข้าไปเจอเพลง Umbrella ของแม่ริริ ก็เป็น guilty pleasure กันแล้ว เต้นยับ ตามด้วย Despacito, Single Lady, Anaconda, Low, Tokyo Drift, Turn Up the Love, The Time (Dirty Bit), Don’t Stop the Party โอ่ยตายแร้ว เท่านั้นไม่พอ เขามี ‘โชว์ทุบพื้น’ คือคล้าย ๆ กับ ‘Magic Mike’ เอาผู้ชายกล้ามแน่น ๆ มาเต้นให้ดู ระหว่างที่ดูอยู่ก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนึงเข้าไปเต้นกับผู้ชาย topless จนมารู้ตอนหลังว่าเป็นรุ่นน้องที่คณะ ตอนนั้นช็อกปนภูมิใจแบบ ทำไมที่คณะหนูไม่ได้เป็นแบบนี้นี่ลูก!!!! ช่วงหลังก็จัดมา เพลงเกาหลีรัว ๆ แล้วก็มีคนแปลกหน้าทุกเพศเข้ามาเต้นด้วย ตั้งแต่ Ddu-Du Ddu-Du, Bang Bang Bang, Solo โอ่ยตาย ๆ ไลน์พี่ ๆ เขาเป๊ะมากเว่อ ต้องไปแกะท่าเต้นตามแล้ว สนุกมากเด้อ เป็นอีกเวทีที่อยู่นานเหมือนกัน ฮ่า

แต่ด้วยความที่สังขารเริ่มล้าจากการนอนน้อยเมื่อคืนก่อน น้องขอยาดออกมาพักหายใจ ตอนนั้นเดินผ่านเวทีฮิปฮอปอีกรอบ ซึ่งเป็น The Toys กำลังโชว์กับ ฟักกลิ้งฮีโร่ เห็นทอยใส่เสื้อขนเฟอร์สีชมพูเจ้าหญิงดิสนีย์แล้วยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้กวนจริง ๆ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าทอยมีร้อง เต่างอย กับจินตหรา พูนลาภ ในงานนี้ด้วย ถือว่าฉันพลาดสินะ แต่ตอนนั้นพวกเขากำลังเล่นเพลง นอนได้แล้ว, ก่อนฤดูฝน, ลาลาลอย แล้วก็ที่ประทับใจมากคือเพลง ราตรีสวัสดิ์ เราไม่เคยได้ยินทอยร้องในคีย์นี้มาก่อน แล้วมู้ดในตอนนั้นคือเข้ากับเพลงมาก ๆ

แต่แล้วเราก็ไม่ได้ดูต่อ เพราะที่ Egg Stage (เริ่มสังเกตว่าจะไป ๆ มา ๆ เวทีนี้บ่อยสุดแล้วแหละ) กำลังจะมีวงในตำนานอีกวงขึ้นแสดง พวกเขาคือ ไปส่งกู บขส. ดู๊

‘พวกคุณเป็นอะไรกัน เวทีอื่นมีทำไมไม่ไปดู!’ พิธีกรประจำเวทีถามคนที่มายืนรอดูวงนี้เป็นจำนวนมาก ฮืม ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะก็ยังไม่เคยดู ไปส่งกู บขส. ดู๊ เขาเล่นสด ก็เลยต้องมาดูเนี่ยแหละ!!! เคยฟังแต่เพลงพี่เขาตั้งแต่ ถังน้ำแข็ง ผมรู้ดีผมคนแถวนี้ เธอทิ้ง แล้วนั่งขำคนเดียว คือมันเป็นอะไร มันยิ่งกว่า avant garde ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็บังเอิญได้ดูพี่เขาไปเล่นที่ร้าน Whab โดยบังเอิญ โห หวด Smoke on the Water อย่างมัน ตามด้วย ม้าลายอยากขับรถจี๊ป จนเรารู้สึกว่า ไม่ได้แล้วว่ะ ต้องไปดูเขาเต็ม ๆ จริง ๆ ซึ่งโอกาสนั้นก็มาถึงแล้ว!

มาเพลงแรกก็ฉีดสเปรย์โฟม เล่นเดือดดาล คร่อมจังหวะวายป่วง ดูไปขำไป มีคนดูคนนึงตะโกนขึ้นมาว่า ‘แล้วกูจะร้องตามยังไง!’ ความป่วงยังไม่หมดเท่านี้ เพราะพวกเขาส่งเพลง ฉันเจอวัวป่าโคโรโวเก้ กับทำนองเร้า ๆ ให้ร้องตามเป็นแอนเธม ‘โคโรโว้เก้!!!’ ระหว่างเพลง ดีเจอ๋องแอ๋งร้องว่า ‘ขอเสียงให้หัวนมกูหน่อยยยย’ พร้อมถกเสื้อให้ดูหนึ่งที! แล้วงานนี้พี่เขาแซวศิลปินเวทีอื่น ๆ ด้วย เริ่มตั้งแต่บอย Lomosonic ‘เวลาคนถอดเสื้อมีแต่คนกรี๊ดเพราะหุ่นกู เท่เหมือนพี่บอยโลโม่’ จากนั้นก็เล่น วันสำคัญทางศาสนา หรือเพลง Hotel California เวอร์ชันเพลงแปลงเป็นภาษาไทย เล่น ๆ อยู่บอกว่า ‘ขอเสียงซาวด์เอนหน่อยครับ!!!!’ พี่ FOH คงงงกัน แต่คือฉันขำมาก ไม่ไหวแล้ว พอถึงท่อนโซโล่ ดีเจอ๋องแอ๋ง ก็พูดวลีเด็ด ‘โซโล่ ๆ’ พร้อมยกขาไมค์หันไมค์ไปทางข้างในเวที แต่พอออฟ มือกีตาร์โซโล่เสร็จ อ๋องแอ๋งก็บอกว่า ‘โซโล่เยอะ ๆๆ งาน Big Mountain นะไอ้สัส’ เลยได้ฟังโซโล่ที่ยาวขึ้นและได้ไปอีกหนึ่งฮา พอจบเพลงก็พูดอะไรไปเรื่อย แล้วจัด ถังน้ำแข็ง ให้ฟัง เรียกเสียงเฮจากคนดูอย่างล้นหลาม ตามมาด้วยการเอาเพลง รุ่นน้องตีปาก มาใส่ในวลีแบบถังน้ำแข็ง เป็น ‘คุณเคยโดนรุ่นน้องตีปากหรือเปล่า’ ก่อนจะเล่นเพลง เห็นชุดชั้นใน พร้อมกับทำท่าแบบ โต Silly Fools จากนั้นเป็นเพลง ม้าลายอยากขับรถจี๊ป ท่อนไหนที่คุณบูมไม่ต้องเล่นก็ยกแขนขึ้นเขย่าโครงหลังคาผ้าใบที่เขาเอามากางไม่ให้วงโดนฝน

ระหว่างที่เล่นอยู่อ๋องแอ๋งก็ให้คนช่วยร้อง แล้วแซววลีแบบที่ฟรอนต์แมนเขาชอบพูดกันตอนท่อน ‘บรึ่นบรึ่นบรืนบรืนบรื๊นบรืนบรืนบรื่นนนน’ ว่า ‘ไหนช่วยร้องหน่อยยย’ ‘ไม่ได้ยินเลยยยย’ ‘ขอเสียงคนโสดหน่อยยยย’ ว้อยยย ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ จัดกันไปเลยกับ พนักงานสวนสัตว์ โคตรเอาอะเพลงนี้ ทุกคนร้องได้ทุกท่อน ตั้งแต่เวิร์ส ‘ด่วนเลยกูรีบ จอดให้กูขึ้น นกกระจอกเทศกำลังกระหายน้ำ’ แล้วพอร้องท่อนฮุกก็ได้ฟีลแบบเพลงพี่ปู พงษ์สิทธิ์ แต่อันนี้คือ ‘มึงเป็นใคร กูเป็นพนักงานสวนสัตว์’ พอเล่นจบเพลงนี้คือเขาปล่อยสโมคควันขโมง ก็มีใครสักคนตะโกนออกไมค์ว่า ‘ไฟไหม้ ๆๆๆ’ ฮือ ๆๆๆ ขำน้ำตาเล็ด แล้วอ๋องแอ๋งเลยเล่าที่มาของเพลงต่อไปที่จะเล่นว่าเดิมทีเอาไว้ด่าอธิการบดีที่คณะ นั่นคือเพลง นักการ เป็นเพลงวิพากษ์สังคมที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นแง่มุมนี้ของวง ซึ่งถือว่าทำได้คมคายมาก ๆ แบบพี่เขาไม่ได้มาเล่นเซอร์ ๆ อย่างเดียว เขาก็มีด้านนี้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสอีกก็อยากจะดูอีก สนุกจังว้อยยย

แล้วเวลานั้นเราก็ต้องผละออกจาก Egg Stage เพื่อไปยัง Black Stage ที่ The Super Glasses Ska Ensemble ซึ่งน่าจะเป็นวงสุดท้ายในวันนี้ของเราแล้ว นี่ก็เป็นอีกวงที่เราไม่มีโอกาสดูสด ๆ สักครั้ง เอาล่ะครับ ดีเจแม็กซ์ หรือบางคนอาจจะรู้จักในชื่อแม็กซ์ ภูมิจิต เป็นฟรอนต์แมนของวงนี้ ก็ได้เอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงสุดท้าย สนุกมาก ๆ พอถึงเพลง Dancing Mood เขาก็ชวน swing arms และร้อง ‘ยะโอ’ ไปพร้อม ๆ กัน ชาวเร็กเก้สกาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตอนนั้นเพิ่งมารู้สึกตัวว่าปวดขามาก ๆ แต่เพลงสกาแกจะไม่เต้นมันก็ไม่ได้ ระหว่างโชว์ แม็กซ์บอกว่าปกติไม่เซิร์ฟในเพลงสกา แต่ตอนนี้เขาอยากบอดี้เซิร์ฟ ก็มีผู้ชมเข้าไปเซฟแล้วพาเขาเซิร์ฟอย่างสนุก จากนั้นก็ลงมากลางฝูงชน ให้ทุกคนเข้ามาล้อมรอบเขาและวิ่งไปรอบ ๆ โห ลืมความเมื่อยขาจากที่เดินลุยโคลนมาทั้งวันไปชั่วขณะ

แล้วก็มีเพลงที่รูดี้ มือทรัมเป็ต ปล่อยผลงานเดี่ยวชื่อ Sweet Sunshine ให้เราได้ย่อง ๆ โยก ๆ กันไป ตามด้วยเพลงฮิต ต๊ะโตนโยน กับ Keep Skanking ก่อนที่จะชวนวงน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Awards อย่าง Full Feel Ska ยังเป็นน้อง ๆ ตัวเล็ก ๆ กันอยู่เลย แต่น้องทำเพลงสกามาประกวด! ฟอร์มดีมาก ๆ ด้วย ขึ้นมาช่วยแจมในเพลง ฤดูร้อน ของ Paradox และ Happy ของ Pharrel Williams ก่อนจะจบค่ำคืนนี้ไปกับเพลง ฟลอร์เต้นรำ ไลน์ประสานเสียงของน้องไอซ์นักร้องนำกับพี่แม็กซ์คือไพเราะประทับใจมาก จบโชว์ไปกันแบบอิ่มเอม ดีใจที่ได้ใช้แรงเฮือกสุดท้ายสนุกไปกับวงนี้

เอาล่ะ ยาวเหยียดขนาดนี้เห็นทีต้องแบ่งเป็นสองพาร์ต ไม่งั้นได้อ่านกันตาแฉะ ก็รอติดตามกันนะว่างานวันที่สองของ Big Mountain Music Festival 9 จะเป็นยังไง เร็ว ๆ นี้จ้า

สนุกกันต่อวันที่สอง จัดหนักเมทัล ฮิปฮอป หมอลำ
ใน Big Mountain Music Festival 9

เข้าสู่ Big Mountain Music Festival 9 วันที่สอง ซึ่งเราขอเริ่มวันช้าเล็กน้อยเพราะต้องพักอย่างเต็มอิ่มหลังจากใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงเมื่อวันก่อน ทำให้โชว์แรกที่เราได้ดูในวันนี้คือ Palmy ที่ Ferris Wheel Stage ตอนเวลาประมาณทุ่มตรง สารภาพว่าวันก่อนเดินไปไม่ถึงฟากนั้นเลยเพราะไลน์อัพที่อยากดูกระจุกอยู่ฝั่งขวาของงานทั้งสิ้น แต่ไม่ได้แปลว่าวงเล่นเวทีใหญ่ไม่อยากดู แต่คาดการณ์ว่าปริมาณฝูงชนประจำเวทีต้องเนืองแน่นเกินกว่าจะสู้รบปรบมือ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อเราเดินมาถึงเวทีที่ใหญ่ที่สุดของงาน (เดินจากทางเข้ามาไกลมาก งาน มัน ใหญ่ มาก จริง ๆ แต่ดีหน่อยที่วันนี้โคลนเฉอะแฉะได้แห้งเดินเหิรได้สะดวกแล้ว) แต่เราขอยืนอยู่ห่าง ๆ ดูผู้ชมจำนวนมหาศาลโบกแท่งไฟตามจังหวะ ขณะนั้นปาล์มมีกำลังเล่นเพลงช้าสุดคลาสสิก ความทรงจำสีจาง วินาทีนั้นเองเราก็ระลึกขึ้นได้ว่า ปาล์มมีเป็นศิลปินที่เราชอบมากตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เคยดูพี่มี่เล่นแค่ตอนงาน A Day Tribute ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็หลายปีมาแล้ว นี่เลยเป็นโชว์ครั้งที่สองในชีวิตที่ได้ดูผู้หญิงคนนี้เล่นแบบสด ๆ เลยรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ตามด้วยเพลง ความเจ็บปวด และเพลงล่าสุดที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ไปร้านไหนก็จะต้องเปิดเพลง ซ่อนกลิ่น เพลงนี้ มีคนตบเท้าเดินเข้ามาในโซน Ferris Wheel อยู่เรื่อย ๆ

และเพลงต่อไปที่เล่นคืออีกงานคลาสสิก ฟ้าส่งฉันมา โห ได้ฟังพี่มี่ร้องเพลงนี้กับหูกับตาตัวเองแล้วขนลุกมาก วัยเด็กกลับมา ก่อนจะกลับไปที่เพลงจังหวะสนุก ๆ อย่าง คิดมาก และอีกเพลงที่อยากฟังแบบสด ๆ ที่สุดเพลงนึงของปาล์มมี่เลยคือ ทำเป็นไม่ทัก โอ้ย โคตรร็อก พลังอย่างล้น คือยืนดูอยู่ไกลลิบก็ขนลุกได้ หรือเพลง Ooh! ที่พี่มี่กระโดดไปรอบ ๆ และกรี๊ดบิลด์คนดูขึ้นมา เราก็อินไปกับเพลงด้วย ดูเพลิน สนุกไปหมด แม้แต่ อยากร้องดังดัง เพลงสร้างชื่อของเธอเอง พี่มี่ก็จัดการเร่งจังหวะในท้ายเพลงจนทะลุจุดเดือด เล่นเร็ว ร้องเร็วมาก สงสัยจริง ๆ ว่าพี่มี่เอาพลังมาจากไหน และ energy ของเธอก็ยังไม่หมดเมื่อเพลงต่อไปที่เล่นคือ ติ๊กต๊อก ปล่อยพลังถาโถมเอาคนดูนับหมื่นอยู่หมัดพร้อมกับอิมโพรไวส์ท่อน ติ๊ก ๆๆๆๆๆ แบบรัวเร็ว พุ่งพล่าน โต้ตอบกับคนดูอย่างสดใส คือนอกจากจะ entertain เก่งแล้วสกิลการใช้เสียง ใช้ปาก คือบียอนด์ไปแล้ว ทึ่งมาก ๆ และภาพที่เราเห็นจากจอ LED ตอนนั้นคือพี่มี่ถอดรองเท้าเล่นคอนเสิร์ตอีกแล้ว! นี่น่าจะเป็น natural state/ signature อีกอย่างของพี่มี่ที่เราอยากเห็นกับตา แล้ววันนี้ก็ได้เห็นแล้ว แง ไม่แน่ใจว่าจบโชว์แล้วหรือยังแต่อินโทรเพลง ซ่อนกลิ่นดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับพี่มี่พูดขอบคุณคนดู แต่ก่อนที่เพลงจะถูกเล่นอีกครั้งเราก็ขอมูฟไปที่เวทีอื่น เพราะเวลานั้นอีกวงที่อยู่เวทีไกลจากตรงนี้กำลังจะขึ้นเล่น และเราก็อยากดูมาก ๆ ซะด้วยสิ

ยังสงสัยจนถึงตอนนี้ว่าทำไม Apartment Khunpa ถึงได้มาเล่นเวทีเกือบจะเล็กที่สุดของงานอย่าง Egg Stage เพราะอายุอานามของวงก็อยู่ยั้งยืนยง มีอัลบั้มออกมามากมายอีกทั้งมีเพลงฮิตที่หลายคนร้องได้ แต่คิดอีกแง่ก็อาจจะเป็นการที่วงอยากทดลองบางอย่าง ตอนที่เราเดินมาถึงเป็นเวลาประมาณสองทุ่ม ตอนนี้วงกำลังเล่นเพลง สถานีต่อไป สังเกตว่าก็มีคนดูเยอะเหมือนกัน ซึ่งผู้ชมก็ร้องดังมาก ๆ และเพลงต่อไปก็เป็นอีกเพลงที่เราอยากฟัง พี่ตุลบอกว่านี่คือเพลงจากอัลบั้มแรกที่พวกเขาปล่อยออกมา แค่การแร็ปเปล่า ๆ ในท่อนแรกของเพลง กำแพง ก็ทำให้เรากรี๊ดออกมาสุดเสียง เพลงฟังก์มัน ๆ ที่เป็นเหมือนยูโทเปียของวงการดนตรีในอดีต ปัจจุบันก็ดูจะใกล้ความจริงอย่างที่ในเพลงหวังไว้ทีละนิดแล้ว ต่อด้วย แสงและเงา เพลงจากอัลบั้มชุดที่ 5 ของวง พอจบเพลงช้า ๆ ไปแล้ว พี่ตุลก็ถามว่า ‘สัญญามั้ยว่าเราจะเต้นจนขี้แตก’ สัญญาครับบบบ เพราะเพลงต่อไปที่เล่นคือ ระเบิดเวลา กับท่อนส่งสุดมัน ‘พร้อมหรือยังครับ ถ้าผมร้องส่งขอให้คุณร้องรับ’ ซึ่งแฟน ๆ ก็รับส่งกันอย่างสนุกสนาน ยังไม่หมด จัดไปกับเพลง เสือร้องไห้ จากชุด Romantic Comedy ให้เราโดดกันยับแบบแซ่บอีหลี ก่อนจะจากกันไปในเพลง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ

ในเวลาเดียวกัน เวทีด้านหลังหรือก็คือ Black Stage กำลังมีวงเดือด ๆ อย่าง เล่นอยู่พอดี โอ้ มองไปไกล ๆ เห็นกลุ่มผู้ชายถอดเสื้อวิ่งวนในวงมอชกันอย่างเมามัน เหมือนว่าตอนนั้นพวกเขากำลังเล่นเพลง My Battle Cry เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นพวกเขาเล่นเวทีใหญ่ขนาดนี้ และต้องบอกว่า ฉั่ง ฟรอนต์แมน พลังล้นมาก ๆ และเพลงต่อไปที่พวกเขาเล่นคือ Show Me the Way ทั้งก่อนและหลังจบเพลงเขาบิลด์อารมณ์คนดูอยู่เรื่อย ๆ แบบที่ ถ้าวันนี้เราไม่ได้ใส่รองเท้าแตะไปก็คงจะเข้าไปมอชด้วย โดยเพลงสุดท้ายที่พวกเขาเล่นคือ Your Masquerade แฟน ๆ ขาร็อกคงฟินกันไปเป็นแถบ ๆ แต่ตอนนั้นเราก็รีบวิ่งกลับไปที่ Chic Stage เพราะวง Yaan กำลังเล่นอยู่ (ตอนนี้ตารางชนกันยับ) เพลงสุดท้ายดูเป็นอะไรที่เราไม่คุ้นชินนักในบรรดาเพลงของวงนี้ ซึ่งปกติจะเป็น world music, folk, ambient ผ่อนคลาย แต่เพลงนี้ดูเป็นร็อกที่มีความรุนแรง อิมโพรไวส์ที่ทรงพลัง ซึ่งเซอร์ไพรส์เรามาก ๆ น่าเสียดายที่ทันดูแค่เพลงเดียวเพราะโชว์เซ็ตใหม่ของพวกเขาดูน่าสนใจจริง ๆ

ระหว่างที่รอเขาเซ็ตเวทีสำหรับวงต่อไป เราก็แว้บไปหาข้าวกิน ใกล้ ๆ กันมีร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำตกที่เด็ดมาก ๆ มื้อนี้อร่อยที่สุดที่กินมาในเฟสติวัลนี้ละ จบแล้วก็รีบกลับไปดู Jinta ที่น่าจะกำลังขึ้นเล่นพอดี บรรยากาศขมุกขมัวตามแบบฉบับของจินตะกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เราไม่ได้ดูพวกเขาเล่นสดมานานมาก ซึ่งเพลงแรกที่วงเล่นเป็นเพลงใหม่ชื่อ หลังม่านตา ธีร์ ฟรอนต์แมนกระซิบมาหลังไมค์ว่าเพลงเพลงที่พวกเขาไม่เคยซ้อมกันมาก่อน กะเล่นเพื่อซาวด์เช็กให้คนอื่น ๆ แต่กลายเป็นว่าทุกคนเล่นขึ้นมาเต็มเพลงซะงั้น ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเป็นเพลงที่เท่ ได้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลง Thom Yorke ยังไงยังงั้น เพลงที่สองก็เป็นเพลงใหม่สไตล์อัลเทอร์เนทิฟโฟล์กเช่นกันชื่อ คลื่น จะอยู่ในอัลบั้มหลังจากอัลบั้มที่กำลังจะปล่อยอีกที แฟน ๆ วงนี้เตรียมตัวให้ดีเพราะงานยุคใหม่จัดจ้านขึ้นกว่าเดิมมาก ต่อไปคือเพลง เกสรดอกไม้ ตอนนี้คนดูที่นั่งบนกองฟางก็พากันเขยิบขึ้นมาเต็มหน้าเวที จบเพลงนี้ธีร์ก็บอกว่ามีสมาชิกใหม่มาช่วยเล่น เขาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ แม็กซ์ จากวง Penny Time นั่นเอง เพลงต่อไปที่เล่นคือ มาร เพลงหลอนดาร์กหน่วงของวงยังถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอน เพลงสุดท้ายยังคงเป็น ฝิ่นหนาว ที่คราวนี้ไลท์ติ้งและเอฟเฟกต์ช่วยขับให้ความเหน็บหนาวเย็นเยือกและรุนแรงในท่อน ‘ฉันถูกยิงตาย’ คุ้มคลั่งมาก ๆ ยังเป็นโชว์ที่เราประทับใจเสมอ

จบจากเวทีนี้ เรารีบพุ่งตัวไปที่ รำวงบาร์ เพราะศิลปินไฮไลต์ประจำเฟสติวัลกำลังจะขึ้นเล่น ผู้ชมจากทุกสารทิศพากันมารวมตัวกันที่เวทีนี้ เธอคนนั้นคือ จินตหรา พูนลาภ เจ้าของเพลง เต่างอย ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองแบบครองชาร์ตข้ามปี เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็อยากมาดูพี่จินร้องเพลงนี้ให้เป็นขวัญหูขวัญตาตัวเองแหละ เมื่อแดนเซอร์ขึ้นมาออกลวดลายเต็มเวทีได้ระยะหนึ่ง พี่จินก็ขึ้นมาพร้อมกับเพลง ฟ้าฮ้องบึ้ม ที่ท่อน ‘เสียงฟ้าผ่าฮ้อง เปรี้ยง!’ ก็เต้นกันเต็มไลน์มาก สู้ตาย แต่ต้องบอกว่าหางเครื่องจินตหรานี่ ท่าเขาไลน์เป๊ะ แอดวานซ์กว่าของ ยุ้ย ญาติเยอะ ทำให้เราเต้นตามไม่ได้ค่ะ ยอมแพ้ เลยซุยสเต็ปตัวเองไป จนเพลงถัดมาลุยเลยกับ เต่างอย ที่หลายคนรอคอย โอ้ย จัดให้เป็น extended version ม่วนกันยาว ๆ ไปเลย แต่พอจบเพลงนี้คนดูบางส่วนก็เดินออกทันทีจ้า เหมือนอยากมาดูกันแค่เพลงนี้ ไม่เป็นไร พี่ขออยู่ต่อ เพราะเพลงต่อไปคือ น้ำตาสาววาริน โอ้ยยยยย ท่อนเอื้อนนี่ ลูกคออีแม่เด้อ ตำนานมาก ๆ แหบแบบถูกต้อง ต่อกันกับ ใจช้ำที่คำชะโนด, รักสลายดอกฝ้ายบาน แล้วก็เป็นเมดเลย์ให้เซิ้งต่อยาว ๆ จำไม่ได้แล้วเด้อเพลงอะไรเป็นอะไรบ้างแต่ม่วนหลาย ก่อนจะปิดท้ายที่เต่างอยรอบสอง เอาให้หนำใจกันไปเลย ม่วนคั่ก ๆ

สายลูกทุ่งหมอลำกันไปเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลากลับไปที่ Egg Stage ลุยสายแมธ อัลเทอร์เนทิฟร็อกจากไต้หวันกันต่อ No Party For Cao Dong วงนี้เขาเพลงเท่มาก ขึ้นเวทีตรงเวลาตามตารางสุด ๆ สารภาพว่าไม่ใช่แฟนเพลงเลยไม่รู้จักสักเพลง แต่ขึ้นมาอินโทรโคตรหนักหน่วงเมามัน แล้วเข้าเพลงแรก 醜 (Chou) เป็นเพลงที่พี่ขิงเปิดให้ฟังก่อนเข้างานวันนี้ เลยคุ้น ๆ อยู่บ้าง เพลงที่สองมีกรูฟเน้น ๆ ตอนต้นก็จะเปลี่ยนเป็นท่อนอัลเทอร์เนทิฟ สลับกับลูกกลองแมธ กีตาร์เล่นโน้ตเป็นเม็ด ๆ แต่ดูได้ไม่นานเราก็ขอแว้บไปเต้นที่เวที Trasher บางทีชีวิตมันก็ต้องการ guilty pleasure แค่นี้แหละ วันนี้ได้เจอ เจนนี่ ปาหนัน ตัวจริงเสียงจริงบนเวที และมีเพลง We Found Love และ I Gotta Feeling แถมมาให้ด้วยอีกสองเพลงรวมกับเพลงอื่น ๆ ที่ได้ฟังแล้วในคืนก่อนหน้า

จนได้เวลาที่ Desktop Error จะขึ้น Egg Stage เราก็เดินกลับมาประจำหน้าเวที แฟนเพลงจำนวนมากก็มารอดูพวกเขาอยู่ เปิดมาด้วย พาฝัน เพลงจังหวะสนุก เมโลดี้สว่าง ที่หลายคนคิดถึง ถูกนำมาเล่นเป็นเพลงเปิดโชว์ เสียงแลปกีตาร์ของเบิร์ดสะกดสัมปชัญญะของเราในทันที แล้วต่อกันติด ๆ กับ ทุกทุกวัน แบบแทบไม่ให้หาใจ แฟนเพลงตะโกนร้องเพลงกันอย่างเมามัน ก่อนส่งเข้าเพลง คืนที่ไม่ปกติ ที่คืนนี้ก็ไม่ปกติจริง ๆ เพราะพวกเขาเล่นเป็น extended version เพิ่มท่อนโซโล่โหดหนักหน่วง โดดและโยกกันคอแทบหลุด ไม่ได้เห็นอะไรโหด ๆ แบบนี้จากพวกเขามาพักนึงแล้ว

หรืออย่าง ควันจางลา ในช่วงที่เป็นการบรรเลงพรีฮุกก็เพิ่งมาได้สังเกตจริงจังว่าเป็นเมโลดี้ที่เพราะมาก เพลง พบ พา ลา จาก ก็เหมือนเป็น anthem แห่งความปล่อยวางที่ทุกคนพร้อมใจกันร้องเตือนตัวเองตามความหมายที่เล่าออกมาในเพลง แล้วก็ถึงเวลากับเพลงบาดลึกอย่าง น้ำค้าง โห ซาวด์กีตาร์ซับซ้อนซัดสาดทุกอารมณ์ความรู้สึก ยิ่งจุดที่เรายืนคือหน้า PA หูพร่ากันแบบชัด ๆ เต็ม ๆ ทุกเม็ดกันไปเลย ถ้าดราม่าอยู่นี่มีลงไปนอนแน่นอน ซึ่งเพลงต่อไปก็เป็นอีกเพลงโปรดของเราอย่าง ปัจจุบันนา กับจังหวะชวนโยกเหลือเกิน และปิดท้ายกันไปด้วย ต่างด้าว เพลงสุดมันที่บรรเลงอย่างยาวนาน อัดแน่นความมันแบบเต็มพิกัด สังเกตจากเม้งมือกลองคือหวดเอา ๆ นึกถึงตอนที่เหยียบคิกจนกระเดื่องแตกแบบนั้นก็มันดีเหมือนกัน เป็นอีกโชว์ที่ไม่เคยผิดหวังเลยจริง ๆ สำหรับวงนี้

และก็มาถึงช่วงสุดท้ายของวันที่สองของเราแล้ว ช่วงนั้นเราเดินผ่านเวทีฮิปฮอป น่าจะเป็นโชว์ของ Twopee เพราะได้ยินเพลง เอาละโว้ย กับ อยู่ไม่นิ่ง ส่วนเราก็ไปเติมพลังอีกรอบกับข้าวไข่เจียวทอดมันเป็นจานสุดท้ายของงาน ระหว่างซื้อก็ได้ยินว่า Thaitanium ขึ้นแสดงแล้ว ตอนนั้นเป็นเพลง สบายดีหรือเปล่า พอได้ไข่ก็หาที่นั่งไปฟังไป เพราะคนดูค่อนข้างเยอะทีเดียว จากนั้นก็เป็นเพลง ไม่ไหวแล้ว และเพลง สุดขอบฟ้า จนเวลาผ่านไปสักพัก ก็ได้เวลาที่เราจะไปดูอีกโชว์ไฮไลต์ของงานนี้อย่าง Dajim เราคาดหวังเหลือเกินว่าเขาจะเล่นเพลงจากยุคใต้ดินให้ได้ยินเป็นบุญหู

เปิดโชว์มาด้วยเซ็ต Show Me the Money กับเพลง มีนบุรีแก๊ง ที่มีความเท่ผสมความกวน กับบีตแบบ gangster rap คือไม่รู้ว่าจะโยกหรือจะขำดี เอามันทั้งสองอย่างเลยแล้วกัน จากนั้นก็ต่อด้วย Dajim Dajazz ก่อนจะจัดเพลงฮิต ดาจิมแร็ปไทย, เหนียวแน่นหนึบ, กิ๊กทั่วไทย แล้วในที่สุดก็เล่นเพลงจากยุคใต้ดิน ทั้ง อย่าให้กูเจอ แล้วกลับมาที่เพลงมัน ๆ โรคบิด ก่อนจะไปเอาใจสายเขียวกับเพลงสุดฮา มันอยู่ใต้พรม ความสนุกคือรุ่นพี่เราที่ดูอยู่ด้วยกัน เป็นเด็กรุ่นดาจิมใต้ดินกันหมด แล้วทุกคนร้องได้ ระหว่างเล่นแต่ละเพลงจะมีการกดซาวด์ ‘Dajim in da house’ เรื่อย ๆ แล้วพวกนี้ก็ตะโกนตาม จนบางทีเขาไม่ได้กด มันก็ตะโกนออกมาเอง ฮ่า ๆ

เพลงต่อไป วงถามว่าอยากฟังอะไร ก็มีคนตะโกนขึ้นไปว่า 740… เดี๋ยว ๆ จริง ๆ มันต้อง 704! แล้วพี่เขาก็จัดให้ด้วยการ ลงไปนั่งเล่าเรื่องผีในเพลงกับพื้นเวที ดิมไฟสปอตไลต์ลงและเปลี่ยนเฉดเป็นสีม่วง ซาวด์วังเวง ๆ กับบีตช้า ๆ กับการได้ฟังเพลงในตำนานเพลงนี้เป็นอะไรที่เวิร์ลมาก พอจบท้ายเพลงที่ทำเอาสะดุ้ง ก็ขอเปลี่ยนฟีลกันนิดนึงกับ ห.ว.ย. เพลงนี้อย่างมาาา ต่อด้วย ผีกระจู๋ และ อะแน่นอน โอ๊ย ปีลึกมาก ๆ แล้วก็มีเพลงโคตรใต้ดิน หยิ่งดีนัก, ฟังนะฟัง, ถนน, รั่ว, ลองมั้ย โอ้โห ยิ่งเล่นยิ่งแรร์ ก่อนจะดึงกลับมาที่ โยกย้าย ที่เด็ก ๆ น่าจะพอทันกัน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีสองครึ่งแล้ว เราอยากสนุกต่อจนจบ แต่สงสารพี่ขิงที่ไปนั่งรออยู่ข้างหลังเพราะง่วงไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องเคอร์ฟิวตัวเองขับรถกลับที่พัก เป็นอันปิดฉากวันอันยาวนานอย่างงดงาม รู้สึกคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่มาอยู่เวทีนี้เป็นเวทีสุดท้าย ทั้งได้ย้อนวัย แล้วโชว์ก็สนุกมาก แถม old school hiphop เป็นสไตล์ที่เราชอบที่สุดด้วย

ก็จบลงไปแล้วกับการรายงานบรรยากาศทั้งสองวัน อันที่จริงถ้าพูดถึง BMMF แล้วก็น่าจะเป็นเทศกาลดนตรีงานใหญ่อีกงานที่หลายคนกาปฏิทินไว้ว่าจะต้องไปให้ได้ในทุกปี เช่นเดียวกับ Cat Expo, Wonderfruit และตอนนี้คงจะมี Maho Rasop เพิ่มมาด้วยอีกงาน แฮ่ โดยแต่ละงานที่เราเอ่ยชื่อมาก็มีคาแร็กเตอร์ของทั้งบรรยากาศและการเลือกวงมาเล่นที่ต่างกันไป ว่ากันตามตรงนี่อาจจะเป็นงานที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเท่าไหร่เพราะไลน์อัพอาจจะไม่ตรงกับความชอบขนาดนั้น ยกเว้นอยู่ปีนึงที่มีหนึ่งวงที่ต้องไปดูให้ได้ นั่นคือ Black Rebel Motorcycle Club ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็ announced ว่าจะมาเล่นที่ BMMF ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2013 ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ และนั่นก็เป็นครั้งแรกของเรากับ BMMF ที่ตัดสินใจไปแบบฉุกละหุก คือพอคอนเฟิร์มปุ๊บ ก็รีบหาบัตร หาคนติดรถไปด้วยแบบไปเช้าดึกกลับกันเลย และโมเมนต์ที่ดีงามที่สุดของงานในปีนั้นสำหรับเราก็คือ การนั่งกินข้าวไข่เจียวร้อน ๆ บนกองฟาง หลังดูครบจบทุกวงที่อยากดู แล้วก็มีพลุจุดปิดงานพร้อมสัมผัสอากาศเย็น ๆ คือปีนั้นหนาวประมาณนึงเลย มีความสุขมากและยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

และสำหรับ BMMF 9 ที่เพิ่งจบไปก็จะเป็นอีกงานที่เราขอเก็บไว้ในความทรงจำว่า มัน สนุก เว่อร์ มาก เรื่องการจัดการต่าง ๆ ถือว่าทำได้ดีในฐานะเฟสติวัลที่จัดมาเกือบสิบครั้งแล้วเนี่ยไม่ห่วงเท่าไหร่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน (ขอบคุณที่ปีนี้เทรนด์ cashless society มาแรง ทำให้การที่ตู้ ATM ในงานที่ใช้ไม่ได้ไม่ใช่อุปสรรคขนาดนั้น ซึ่งเหตุผลคือเพราะรถขนเงินเข้างานไม่ได้ อะแง) แต่เราก็ยังแอบได้ยินคนบ่นเรื่องความเละหลังจากที่ฝนตกลงมาอย่างหนักตลอดช่วงเช้า คือปกติ BMMF กี่ปี ๆ ฝนมันก็ไม่ตก แห้งมาก แต่จะร้อนเย็นสลับกันไป มาตกเอาปีเนี้ย (ผู้อ่านบอกว่า เพราะเอ็งไปไงฝนเลยตก อ้าว) แต่ต้องขอบอกว่าความเละนี่เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับมิวสิกเฟสติวัล เคยเห็นสเตตัสรุ่นที่พูดถึง Maho Rasop เฟส ประมาณว่า ‘ถ้าอยากสบายก็นอนอยู่บ้านไป‘ คืออาจจะคิดว่าฉันติดสบายแล้วผิดอะไร แต่มันก็จริงมากเลยคุณ เราไม่สามารถบังคับดินฟ้าอากาศได้ ยิ่งด้วยความเป็นงานกลางแจ้ง สิ่งที่ทำได้คือเราควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พวกนี้มากกว่า รองเท้าบูท เก้าอี้สนาม เสื่อรองนั่ง เสื้อกันฝน คิดซะว่าเรามา Stone Free มา Glastonbury มา Fuji Rock เฟสติวัลระดับโลกเขาก็เละเด้อ มีดินโคลนเลอะก็ยิ่งเยอะประสบการณ์นะ แถมยังเห็นว่าพอฝนหยุดแล้วทีมงานก็เอาฟางมาปูถมโคลนให้เดินกันสบาย ๆ นี่ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ดี ขอชื่นชมทีมงานมาก ๆ แล้วห้องน้ำปีนี้ก็มีสายชำระด้วยค่ะ! สิ่งที่คุณกังวลเกี่ยวกับห้องน้ำในเฟสติวัลก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป

อีกสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ยิ่งกว่าลมฟ้าอากาศก็คือการจราจรในงานนี้ คือด้วยความที่เป็นงานใหญ่ คนเยอะ บัตร sold out แล้วก็มีคนเมา ชอบข้ามถนนตัดหน้ารถกันเนี้ยน่าตี ๆๆๆๆ มันเลยทำให้การจราจรแออัด บางปีได้ยินมาว่ากว่าจะเอารถออกจากงานได้ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง (ของเรานี่เจอชั่วโมงเดียวยังอารมณ์เสียเลย) และสาเหตุนอกเหนือจากที่กล่าวไปคือ มอเตอร์ไซค์! ผู้ชมหลาย ๆ คนที่มาก็ไม่ได้มีรถส่วนตัว ก็มีพี่วินมาอำนวยความสะดวก หรือรีดเลือดกับเราก็ไม่รู้ ด้วยการบริการรับส่งจากปากซอยถนนใหญ่ถึงหน้างานในราคาคนละ 100 บาท (บางคนโดนราคาแรงกว่านี้ แต่เราโชคดีเขาให้ซ้อน 2 แล้วนั่งเข้าไปคนละ 50 บาทด้วยซ้ำ) แต่ความเศร้าคือการจอดรับส่งนั้นขวางทางจราจร ถนนก็ยิ่งแคบ ๆ อยู่แล้วพี่เขาก็ฉวัดเฉวียดเหลือเกินทำให้รถยนต์ยิ่งต้องขับแบบระวัง ๆ จนระบายออกไม่ได้ แถมปีนี้ฝนตก ถนนเป็นโคลนลื่นเสี่ยงการตกหล่มอีก เลยค่อนข้างทุลักทุเลทีเดียว

ทว่าในสิ่งที่เกินการควบคุม ก็ยังมีสิ่งที่ดีมาก ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของเทศกาลดนตรีก็คือถือว่าเป็นปีที่มีไลน์อัพค่อนข้างหลากหลาย เก็บได้เกือบครบทุกซีน ทุกทาร์เก็ต วงเล็ก วงใหญ่ วงใน วงนอก สกา เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิก ไปจนถึงลูกทุ่ง หมอลำ และคณะตลกคาเฟ่! แบบอิ่มมาก มีหลายวงที่เราไม่เคยดูพวกเขาเล่นสดมาก่อน ก็ได้มาดูในงานนี้และเหนือความคาดหมายไปหมด ประทับใจจนอยากให้กำลังใจพวกเขาต่อไปเรื่อย ๆ ก็มารอดูกันว่าไลน์อัพของ BMMF 10 จะมีอะไรน่าสนใจให้เราไปเปิดโลกกันอีก ส่วนตอนนี้ขอไปนอนก่อนเพราะต้องเตรียมไปอีกสองเฟสติวัลที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นคือ Wonderfruit ที่พัทยา และ Hongian Music Festival 4 ที่ศรีสะเกษ อ่านถึงตรงนี้อาจจะคิดว่าไม่เหนื่อยหรอ มาถึงจุดนี้ก็ต้องไปให้สุดครับพี่น้องงงง แล้วเจอกัน

CR: ฟังใจ – Montipa Virojpan

คลิป BMMF 9 เด็ดๆจากชาววัว

ภาพบรรยากาศงาน BMMF 9 (OFFICIAL)

คลิป บรรยากาศงาน BMMF 9 (OFFICIAL)

ติดตามเรา

ศิลปิน

ตารางการแสดง

แบ่งตามวัน

แบ่งตามเวที

HOW TO

ซื้อบัตร

แลกบัตร

เตรียมตัวไปงาน

เส้นทางไปงาน